เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มกราคม 2560) หอการค้าไทยในจีนได้จัดงานสัมมนาประจำปีในหัวข้อเรื่อง  “ทิศทาง
เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนในปีระกา … เตรียมตัวอย่างไรไม่ให้ผิดคิว”
ณ ห้องประชุมพิเศษชั้น 9
ห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์แบรนด์มอลล์ เซี่ยงไฮ้

โดยมีสาระสำคัญของการสัมมนาในแต่ละช่วงสรุปได้ ดังนี้

  1. บรรยายพิเศษหัวข้อ “ภาพรวมเศรษฐกิจจีนในปี 2560 และโอกาสความร่วมมือระหว่างธนาคารเพื่อสนับสนุนนักธุรกิจไทยจีน” โดย ดร. พาน เย่าหมิง กรรมการสมาคมการเงินเซี่ยงไฮ้และรองประธานธนาคารเจิ้งซิน
  • ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2559
    • เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาวะตกต่ำ ธุรกิจเติบโตช้า และมีผลกำไรต่ำ การค้าขายน้อย แม้จะมีการดำเนินมาตรการผ่อนปรนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์การเศรษฐกิจและการเมืองในยุโรป ทำให้กลุ่มประเทศในตลาดใหม่มีอัตราการเติบโตต่ำ และยากจะพลิกฟื้นในระยะเวลาอันสั้น
    • โครงสร้างการค้าขาดสมดุล ลัทธิกีดกันทางการค้าผงาดขึ้น และความขัดแย้งทางการค้าขยายวง ขณะที่บทบาทขององค์การระดับโลกที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจเสียสมดุลอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ปริมาณการค้าโลกชะลอตัวลง และเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ธุรกิจบริการและการค้าออนไลน์พัฒนาอย่างรวดเร็ว
    • นโยบายค่าเงินที่แบ่งแยกอย่างชัดเจน และนโยบายการเงินที่มีความเบี่ยงเบนสูง ทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมีความผันผวนมากขึ้น
    • การตอบโต้ทางการค้าเกิดขึ้นบ่อยครั้งและขยายวงกว้าง ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจทรุดหนักลงไปอีก ความไร้เสถียรภาพยกระดับเพิ่มขึ้น ความท้าทายจากการตอบโต้ดังกล่าวส่งผลในเชิงลบต่อสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ
    • สภาวะดุลยภาพใหม่ (New Normal) ของเศรษฐกิจจีน โดยรัฐบาลจีนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างบรรยากาศและการยอมรับในการเติบโตเศรษฐกิจระดับปานกลาง จากเดิมที่เคยเติบโตในอัตราร้อยละ 10 ต่อปีลงเหลือร้อยละ 6-7 ต่อปีในช่วงหลายปีหลัง ท่ามกลางการฉุดรั้งระหว่างภาคการส่งออก ประชากร และความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ค่อย ๆ ลดลง ควบคู่ไปกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนสู่ China 4.0
  • สภาวะทางเศรษฐกิจโลกในปี 2560

    • สถานการณ์ในภาพรวมยังคงอยู่บนความไม่แน่นอน อันอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งจากอัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนหมุนเวียน และการผันผวนของราคาสินค้า รวมทั้งโอกาสความเป็นไปได้ของข้อพิพาษระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ที่อาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
    • สภาวการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หลายประเทศออกกฎหมายและมาตรการกีดกันทางการค้า มากขึ้นตามลำดับ
    • รัฐบาลจีนก็เร่งหาจุดสมดุลในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
    • ตัวแปรสำคัญในแต่ละประเทศ/ภูมิภาค ได้แก่
      • สหรัฐฯ นโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ที่มุ่งขยายกรอบการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และสร้างอุปสงค์ เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการลดภาษีและเพิ่มดอกเบี้ย การส่งเสริมการผลิตในประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งอาศัยจุดแข็งทางการค้าเพื่อยกฐานะทางการค้าและผลกำไร
      • ยุโรปและยูโรโซน คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการเมืองระลอกใหญ่ ทั้งนี้ วิกฤตผู้อพยพจะเป็นชนวนของปัญหาในหลายด้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสโลกาภิวัตน์และกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกัน สภาพการเมืองภายหลังการเลือกตั้งของอิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมนี คาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนในยุโรป
      • เอเซียและกลุ่ม BRICs (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) นโยบายอาเบโนมิกส์ (Abenomics) ของญี่ปุ่นไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ยากที่จะฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจโลกได้ ขณะที่เกาหลีใต้ก็ประสบปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ และดูท่าจะชะลอตัวอย่างรุนแรง วิกฤติคาบสมุทรไต้หวันก็เพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค ในทางกลับกัน อาเซียนมีแนวโน้มที่สดใส แต่ก็ยังขาดสมดุล และแฝงไว้ซึ่งความผันผวน โดยตัวแปรสำคัญ ได้แก่อิทธิพลของสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่มบริ๊กส์และประเทศเกิดใหม่ได้หลุดพ้นร่มเงาของวิกฤติการเงิน แต่ก็ยังคงต้องจับตามองคลื่นความท้าทายลูกใหม่อย่างใกล้ชิด
    • ภาพรวมเศรษฐกิจจีนในปี 2560
      • จีนมีปัญหาที่ต้องเผชิญอย่างปฏิเสธไม่ได้ และต้องการความร่วมมือกันในการแก้ไขหลายประการ
        • ปัญหาการขยายรายการประเภทธุรกิจใน Negative List (ที่หากไม่กำหนดไว้ ต่างชาติก็สามารถลงทุนได้) ในเขตเสรีทางการค้า (Free Trade Zone)
        • ปัญหาเรื่องทิศทางและกระบวนการปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลจีนต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการรัฐวิสาหกิจ ควบคู่ไปกับการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ และการเป็นกลไกการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
        • ปัญหาค่าตอบแทนของภาคเอกชน ที่ต้องการให้เพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสมเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็ลดความเหลื่อมล้ำของผู้บริหารและพนักงานในองค์กร
        • ปัญหาสกุลเงินหยวนในเวทีโลก ที่จีนต้องการเพิ่มบทบาทของเงินหยวนในเวทีเศรษฐกิจโลก แต่ก็ต้องการการไหลเข้าออกของเงินหยวน และไม่ต้องการให้ค่าเงินหยวนผันผวน
        • ปัญหาแรงเสียดทานและดุลยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจีนพยายามประคองเศรษฐกิจให้เติบโตลดลงอย่างเหมาะสมในลักษณะ Soft Landing และยังคงรักษาโมเมนตัมเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในระยะยาวเอาไว้
        • รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ อาทิ การลดกำลังการผลิต การลงทุนใน One Belt, One Road การดำเนินนโยบายการเงินการคลัง การปฏิรูปด้านการเงินและนวัตกรรม และการรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและการเงิน
      • สรุปภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2560
        • “ความไม่แน่นอน” นับเป็นสิ่งที่แน่นอน
        • กรอบความคิดในอดีต ประสบการณ์ และกฎระเบียบต่าง ๆ จะต้องเผชิญกับการผกผันที่ไม่อาจคาดเดาได้
        • ในระยะยาว โลกกำลังหมุนเปลี่ยนจากกระแส “โลกาภิวัตน์” สู่อีกขั้วหนึ่ง
      • การร่วมมือด้านสถาบันการเงิน เพื่อรับมือกับการท้าทาย
        • ผสมผสานทรัพยากร ประสานประโยชน์ และรู้ใช้ทรัพยากรทางการเงิน บนหลักการมากมาย อาทิ
          • สร้างความมีจากความว่างเปล่า สรรค์สร้างเงินทุน (Bank + Factoring + Enterprise)
          • ยืมแม่ไก่ออกไข่ อาศัยแรงในการพัฒนา (Bank + Leasing + Enterprise)
          • จีน-ไทยสอดประสาน สองธนาคารร่วมมือกัน (Bank + Bank + Enterprise)
  1. การบรรยายพิเศษหัวข้อเรื่อง “เรียนรู้ข้อกฎหมายที่กระทบต่อการประกอบธุรกิจในจีน

      โดยนายหนี ฟู่หัว ที่ปรึกษากฎหมายประจำสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายเจียหัว

  • วิทยากรได้นำเสนอพัฒนาและแนวโน้ม รวมทั้งผลกระทบของกฎหมายและกฎระเบียบด้านการลงทุน และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของจีนอย่างกว้างขวาง โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
    • กฎหมายการลงทุนในเขตเสรีทางการค้า (Free Trade Zone)

      • นับแต่ปี 2556 มาตรการควบคุมการลงทุนของต่างชาติในเขตฯ มีแนวโน้มผ่อนคลายขึ้นตามลำดับ กล่าวคือ จำนวนรายการประเภทอุตสาหกรรมต้องห้ามของต่างชาติ (Negative List) อันประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ด้านการกำกับดูแลการเข้าถึงตลาด และด้านการลงทุน มีแนวโน้มลดลง ซึ่งเท่ากับว่า รัฐบาลจีนได้เปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในเขตฯ ในสาขาธุรกิจที่กว้างขวางมากขึ้น
      • ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฯ ฉบับผ่านการพิจารณาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 กำหนดรายการประเภทอุตสาหกรรมต้องห้ามจำนวน 96 รายการ และอุตสาหกรรมที่ให้ลงทุนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้จำนวน 232 รายการ
      • นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลจีนจะเริ่มนำร่องขยายการใช้ระบบ Negative List จากเดิมที่จำกัดอยู่เพาะในเขตเสรีทางการค้าไปยังเขตอื่น ๆ และคาดว่าจะใช้พร้อมกันทั่วประเทศในปี 2561
    • กฎหมายการลงทุนของต่างชาติในจีนในพื้นที่ทั่วไป
      • รัฐบาลจีนได้จัดระเบียบและมีแนวโน้มผ่อนคลายกฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนของต่างชาติโดยลำดับเช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก
        • การผนวกบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ของจีนเข้าไว้ด้วยกัน
        • การกำหนดนโยบายการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการศึกษา เปิดกว้างกับการลงทุนของต่างชาติมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจอินเตอร์เน็ตและอุตสาหกรรมวัฒนธรรมยังคงสงวนไว้ให้กับบริษัทสัญชาติจีน
        • ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการต่างชาติก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาการลงทุนในด้านอื่น ๆ อยู่บ้าง อาทิ การอ้างเหตุผลในเรื่องจำนวนโควต้าธุรกิจเดียวกันในพื้นที่
        • สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร แม้ว่ากฎหมายและเงื่อนไขการลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรมอาหารอาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่กิจการอาจประสบปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นของจีนที่เข้มงวดและมีบทปรับบทลงโทษที่สูงขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้เป็นรูปธรรม อาทิ กฎหมายว่าด้วยอาหารและยา และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
        • การปรับปรุงกฎระเบียบ ขั้นตอน แนวทางปฏิบัติสำหรับการลงทุนของต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องทุก 3-4 ปี โดยการปรับปรุงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 โดยได้ลดข้อกำนดและข้อห้ามในการลงทุนของต่างชาติจากเดิมเป็นอันมาก
  1. การเสวนาเรื่อง แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและค่าเงินในปีระกา
  • การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรรับเชิญที่เป็นอนาคตของวงการการเงินการธนาคารของไทยจำนวน 3 ท่าน อันได้แก่ นายสุวัชชัย ทรงวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) นายมานพ เสงี่ยมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจจีน ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) และ ดร. ศิวัฒน์ เหลืองสมบูรณ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) โดยมี ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการหอการค้าไทยในจีนเป็นผู้ดำเนินรายการ
  • เพียงการนำเสนอประวัติย่อ ๆ ของวิทยากรดังกล่าวที่สะท้อนถึงความเพียบพร้อมด้านคุณวุฒิและประสบการณ์ ก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้เข้างานสัมมนาได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น วิทยากรก็ได้วิเคราะห์สถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูล/มุมมองในแต่ละประเด็นกันแบบ “ฟันธง” โดยพยายามเชื่อมภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกและจีนมาสู่ภาพย่อยของไทย ซึ่งนับว่าสร้างประโยชน์และความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นอย่างมาก โดยแต่ละประเด็นมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
    • การประเมินตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในปี 2560
      • เศรษฐกิจไทยในปีระกาคาดว่าจะเติบโตในอัตราระหว่างร้อยละ 3-3.5 เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นกว่าปีก่อน และหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเอื้ออำนวยดี เศรษฐกิจไทยก็อาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3.6 ได้
      • ทั้งนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนของภาครัฐ ที่คาดว่าจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับที่สูงขึ้นหลังจากที่หลายโครงการใหญ่มีความล่าช้า อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง อย่างไรก็ดี โดยที่เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐจึงจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงมาก จึงจะสามารถเป็นพลังขยับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นได้
      • ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็อาจกังวลใจกับการเพิ่มระดับการการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีสัดส่วนของหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีที่เพิ่มขึ้น จึงไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเป็นกลไกหลักมากไปกว่าที่เป็นอยู่
      • ในด้านการท่องเที่ยว ถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อไปและมีบทบาทต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ หากสามารถยกระดับ “คุณภาพ” ของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็จะยิ่งเพิ่มประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้อีกมาก
      • ภาคการส่งออก เครื่องยนต์เศรษฐกิจนี้ดูจะมีความหวังน้อยที่จะจุดติด ด้วยสาเหตุหลายประการ อาทิ การฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศที่ดำเนินไปอย่างช้า ๆ และขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลายคนหวังว่าการผลักดันให้ Thailand 4.0 เป็นวาระแห่งชาติจะนำไปสู่การดำเนินมาตรการเชิงบวกที่มีประสิทธิภาพอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง และผลิดอกออกผลในอนาคตอันใกล้ ซึ่งหากสำเร็จก็อาจทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับร้อยละ 5 ต่อปีได้ในยุคหน้า
    • แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ หยวน และบาทในปีนี้
      • ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ ต่อเงินสกุลหลักของโลก น่าจะยังคงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการส่งสัญญาณของเฟดหรือธนาคารกลางของสหรัฐฯ ที่จะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้งในปีนี้ ตัวแปรสำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่โจมตีว่ารัฐบาลจีนบริหารให้ค่าเงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามูลค่ามหาศาลในแต่ละปีกับจีน
      • ค่าเงินหยวน นับว่าอ่อนตัวลงมาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อันเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลจีนในการควบคุมการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ แต่โดยรวมก็คาดว่าจะอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับที่ 1-7.3 หยวนต่อเหรียญสหรัฐฯ และอาจขยับสูงขึ้นเล็กน้อยภายหลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือ จีนยังคงใช้ระบบค่าเงินคงที่ แม้จะเพิ่มระดับของความยืดหยุ่น แต่รัฐบาลก็ยังคงต้องการบริหารค่าเงินหยวนเพื่อประโยชน์ของภาคการส่งออก และกิจการรัฐวิสาหกิจและกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน
      • ค่าเงินบาท คาดว่าจะอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่ก็คาดว่าจะเพิ่มค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคอาเซียน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ค่าเงินบาทจะลดลงในระดับที่ต่ำกว่าของค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้เงินบาทในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น แต่หากสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจริง ค่าเงินบาทก็น่าจะลดลง
    • การบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศและการลงทุนของธุรกิจไทยในจีน
      • เศรษฐกิจจีนไม่เพียงแต่ใหญ่ แต่คาดว่าจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ การเพิ่มการลงทุนในจีนจึงเป็นสิ่งที่ดี
      • อย่างไรก็ดี จีนก็อยู่ในช่วงของการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม แต่ละภาคส่วนอาจเติบโตในระดับที่แตกต่างกันไป แต่เรามีความสามารถเฉพาะด้านที่ตรงกับความต้องการของรัฐบาลและตลาด ก็ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี
      • กิจการของไทยจึงควรให้ความสำคัญกับนโยบายและอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลจีน เพราะยังจะมีโอกาสสำหรับธุรกิจไทยอีกมากในจีน
    • โอกาสในการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อย
      • การลงทุนในปีนี้จะเต็มไปด้วยความผันผวน ดังนั้น หากเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในวงการเศรษฐกิจและการเงิน ก็อย่าเก็งกำไรในค่าเงิน และควรกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
      • ผู้ประกอบการควรมุ่งทำสิ่งที่ตนเองเก่ง เชี่ยวชาญ หรือมีความได้เปรียบเหนือผู้อื่น ธุรกิจที่ลอกเลียนแบบยาก บางคนทำธุรกิจร้านอาหารหรือร้านขนมไทยอยู่ก็อาจมีลักษณะเฉพาะพิเศษ และนับเป็นความได้เปรียบในด้าน “ความเป็นไทย” เหนือผู้ประกอบการจีนและของชาติอื่น แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและเข้าถึงความต้องการและวิถีชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา
      • เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่ทิศทางของยุคเงินเฟ้ออีกครั้ง ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ขยับสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้นตามมา ดังนั้น การลงทุนในทองคำและที่ดินก็อาจรักษามูลค่าเงินไว้ได้ดีในระดับหนึ่ง
      • หากจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็อาจต้องเลือกสาขาธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตดี อาทิ ด้านนวัตกรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ก็ต้องเลือกลงทุนในกิจการที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง ก่อนลงทุนจึงควรต้องศึกษาธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้น ๆ อย่างแท้จริง
    • ข้อคิดเพื่อการเตรียมตัวสำหรับปีระกา
      • เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความสลับซับซ้อน และความไม่ชัดเจน
      • ผู้ประกอบการจึงต้องเป็นมืออาชีพ ควรรู้จักตัวเอง กำลังทำอะไร เก่งอะไร และควรจะทำอะไรในอนาคต เรียนรู้การใช้ทรัพยากรและกระตือรือร้นอยู่เสมอ และใช้ความระมัดระวังในการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงจากความท้าทายของปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
  1. บทสรุป
  • หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ปี 2560 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกดูจะเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่ชัดเจน ขณะ
    เดียวกันปี 2560 ก็เป็นปีที่หอฯ มีอายุครบ 10 ปี ซึ่งคณะกรรมการหอฯ นำโดยนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานหอฯ ได้มอบนโยบายที่จะสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนางานของหอฯ อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
  • ในปีนี้ หอฯ มุ่งมั่นจะพัฒนากิจกรรม/โครงการในทุกมิติ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยจะเพิ่มจำนวนกิจกรรม/โครงการถึง 3 เท่าตัว จากเดิม 30 งานต่อปีเป็น 90 งาน และยกระดับคุณภาพเพื่อหวังให้เกิดประโยชน์กับสมาชิกหอฯ และเครือข่ายในวงกว้างยิ่งขึ้น
  • งานสัมมนานี้อาจถือเป็นกิจกรรมพิเศษ “เขี่ยลูก” นับแต่ต้นปีระกา เพื่อช่วยติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเครือข่าย ในอันที่จะเตรียมพร้อมรับมือหรือสร้างประโยชน์จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้
  • ในท้ายที่สุด ทีมงานหอฯ ขอขอบคุณในความร่วมมือและการสนับสนุนของสมาชิกและเครือข่ายอย่างดียิ่งตลอดปีที่ผ่านมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปีระกาจะเป็นปีที่กิจการของทุกท่านประสบแต่ความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ และขอให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงเพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงทำงานก่อประโยชน์ทั้งแก่ส่วนรวมและส่วนตนตลอดปีใหม่นี้